สุดสลด! แม่วัย 21 ปี ขับรถ 30 กิโลเมตร ไปขอให้ รพ.บางละมุงทำคลอดให้ แต่กลับถูกไล่ให้ไป รพ.อื่น จนต้องแท้งลูก (มีคลิป)

                 เมื่อเวลา 23.30 น.วันที่ 9 มิถุนายน 2562 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก น.ส.จินดารัตน์ อินทรสิงห์ อายุ 21 ปี และนายบอย คงกระพันธ์ อายุ 25 ปี ว่ามีความติดใจกับโรงพยาบาลบางละมุง จ.ชลบุรี เป็นอย่างมาก หลังเป็นเหตุทำให้ลูกในครรภ์ วัย 33 สัปดาห์ เสียชีวิต และใช้คำพูดที่ไม่น่าฟังอย่างมาก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 02.00 น.ของวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา เมื่อตนเองรู้สึกเจ็บท้อง และมีเลือดไหลออกทางช่องคลอด จึงให้สามีขับขี่รถ จยย.ไปส่งที่โรงพยาบาลบางละมุง โดยระยะทางจากบ้านถึงโรงพยาบาลค่อนข้างไกล ประมาณ 30 กิโลเมตร จึงได้จอดขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯพัทยา เมื่อมาถึงยังโรงพยาบาล ก็มีเจ้าหน้าที่ 2 คนเข้ามาสอบถามหาสมุดฝากครรภ์ แล้วบอกว่ายังไม่ครบกำหนดคลอด แต่ที่จะคลอดก่อนกำหนดเพราะว่าการทำงานหนัก หากจะคลอดก่อนกำหนดจะต้องส่งตัวไปทางจังหวัด เพราะทางโรงพยาบาลไม่มีตู้อบ จึงให้ไปตรวจปัสสาวะและฟังเสียงหัวใจลูก ปรากฏว่าเสียงหัวใจลูกเต้นผิดปกติคือช้าลง แต่ทางแพทย์แจ้งเพียงว่ามีความดันสูง ก่อนจะทำการตรวจปัสสาวะอีกครั้ง
                   จนกระทั่งเวลา 05.00 น.ให้ไปนอนรอที่ห้องพักฟื้น แต่ตนเองปวดท้องจนทนไม่ไหว จึงบอกกับพยาบาล สักพักทางเจ้าหน้าที่ได้โทรรายงานแพทย์เวรแล้วกลับมาบอกตนว่ามีความดันสูง มีสิทธิ์รักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณศรีราชา ให้ไปรักษาต่อที่นั้น แต่อาจจะยังไม่ได้คลอดเลย ตนเองคิดว่าทางโรงพยาบาลบางละมุงทำเรื่องส่งตัวให้ แต่ได้เพียงใบเสร็จแล้วบอกให้รีบไป จึงบอกกับเจ้าหน้าที่ไปว่าตนมาด้วยรถ จยย.นะ ทางเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันให้รีบไป ตนเองกับแฟนจึงพากันซ้อน จยย.กลับบ้านมาอีกครั้งแล้วอาศัยรถเพื่อนไปโรงพยาบาลสมเด็จศรีราชา
                    เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา เจ้าหน้าที่สอบถามอาการ และใบส่งตัวจากโรงพยาบาลบางละมุง กลับไม่มีใบส่งตัวแนบมาด้วย ก็เกิดความมึนงงสงสัย ทำไมไม่มีการทำเรื่องส่งตัวมา เจ้าหน้าที่ก็พาไปยังห้องคลอดแล้วจัดติดเครื่องมือทางการแพทย์ แต่ตรวจไม่พบชีพจรของเด็กในครรภ์ ตนเองรู้สึกใจไม่ดี แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้บอกว่าอะไรก่อนให้ไปรอห้องพักฟื้น จนกระทั่งหมอใหญ่เดินทางมาถึงแล้วเรียกแฟนไปพบก่อนจะบอกว่าลูกเสียแล้ว จากนั้นก็ได้ให้ยาเร่งคลอดออกมาเป็นเพศชายแต่เสียชีวิตแล้ว
                             จนกระทั่งเสร็จสิ้นกระบวนการทางการแพทย์ จึงตัดสินใจถามหมอว่าเพราะสาเหตุใดลูกถึงไม่รอด ถ้ามีการส่งตัวมาเร็วกว่านี้ลูกหนูจะรอดไหม หมอให้คำตอบว่าหากส่งมาเร็วกว่านี้ก็อาจจะยังอยู่ ที่เด็กเสียเพราะเลือดในน้ำคร่ำไหลออกเกิน 40 เปอร์เซ็น แล้วเด็กขาดออกซิเจน แต่ทางแพทย์ก็ไม่แนะนำให้มีบุตรได้อีกเนื่องจากมีความดันสูงและครรภ์เป็นพิษ
                  ทั้งนี้ตนเองรู้สึกติดใจกับโรงพยาบาลบางละมุงเป็นอย่างมาก ทำไมไม่ทำเรื่องส่งตัวในการย้ายโรงพยาบาล ทั้งที่เห็นว่าตนเองก็มีอาการหนัก มีเลือดไหลมาก แต่กลับให้ขี่ จยย.ย้ายโรงพยาบาลเอง และไม่มีการชี้แจงอาการของเด็กเลย ทั้งที่สมควรจะบอกแล้วหาทางออกที่ดีกว่านี้ แทนการไล่ให้ไปโรงพยาบาลอื่น ทั้งที่ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลบางละมุง ทั้งยังพูดจาไม่ดีตั้งแต่เข้าไปรักษาตัว ทั้งตวาดและสอบถามด้วยคำพูดที่ไม่น่าฟัง ว่าเป็นอะไรทำหน้าบูดเบี้ยว เมื่อตอบว่าปวดท้อง กลับโดนตวาดซ้ำ มันปวดยังไงละ ตนเองคิดว่าต้องได้คลอดแน่ และด้วยความเจ็บปวดจึงไม่ได้โต้เถียง ไม่คิดว่าจะมาเสียลูกไป ส่วนศพของลูกนั้นก็ได้มอบให้ทางโรงพยาบาลสมเด็จ ณศรีราชา ดูแลจัดการให้เนื่องจากตนเองมีฐานะยากจน เงินที่ทำคลอดมาก็ต้องไปยืมมาจ่ายก่อน และจะต้องรอเบิกประกันสังคมไปใช้หนี้ จึงไม่มีเงินที่จะนำศพลูกมาประกอบพิธีทางศาสนา
                   อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรกที่มีประชาชนเข้าร้องเรียนกับการทำงานของโรงพยาบาลบางละมุง ทั้งในด้านคำพูด และการรักษา ซึ่งโรงพยาบาลบางละมุงมีประชาชนเดินทางเข้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก จึงอยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ดีกว่านี้ด้วย

Advertisement